สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

พิษของสารคลอรีน 1

พิษของสารคลอรีน 1

คลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน้ำหรือสร้างสารพิษ

 ในระบวนการผลิตน้ำเพื่อการอุปโภค และบริโภคมีการใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ซึ่งคุณสมบัติของคลอรีนเป็นสารออกซิไดซิ่งเอเจนต์ที่ว่องไวในการทำปฏิกิริยากับสารอื่นรวมทั้งเซลของ จุลินทรีย์  ทำให้คลอรีนสามารถใช้เป็นสารที่เติมลงในน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยปกติคลอรีนจะสามารถฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ จะต้องมีความเข้มข้นของคลอรีนอิสระไม่น้อยกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร    องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดมาตรฐานปริมาณคลอรีนอิสระที่ต้องมีในระบบส่งน้ำประปา ต้องไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร  แต่ต้องไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อลิตร      การเติมคลอรีน จะทำให้น้ำมีรสชาด และกลิ่นเฉพาะตัวของคลอรีน   ทำให้เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับการดื่ม      การเติมคลอรีนลงในน้ำที่มีปริมารสารอินทรีย์ที่ปะปนกับน้ำตามธรรมชาติ (NaturalOrganic Matter NOM ) เช่น กรดฮิวมิคแอซิด (Humic acid) และกรดฟูวิก(fluvic acid)ที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของซากพืชซากสัตว์ในธรรมชาติ  การใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ก่อให้เกิดสารอนุพันธ์ของการทำปฏิกิริยาระหว่างคลอรีนกับกรดฮิวมิคดังสมการ

DBP

Humics + Br- + NH3 + Cl2             C02  +    New Organics: +  Smaller humics + N2 + Cl

Trihalomethanes
+
Dihaloacetonictriles
+
Halogenated carboxylic acids
+
Halogenated amines
+
Halogenated phenols
+
Halogenated ketones
+
Halogenated aromatics
+
Halogenated humics
+
Aldehydes
+
Aromatics
+
Phthlatates

สารอนุพันธ์ จัดเป็นสารที่เป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ (Disinfection by- Product DBP) ซึ่งสารเหล่านี้บางตัวอาจเป็นสารพิษหรือเป็นสารก่อมะเร็ง     WHO กำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้มีได้ในน้ำ (Maximum Contaminance Level MCL) ดังตารางที่ 1 แสดงสารอนุพันธุ์ที่เกิดจากการฆ่าเชื้อโรค(  DBP ) โดยติดตามจากการใช้สารฆ่าเชื่อโรค ที่นิยมใช้ 4 ชนิด  ปริมาณที่มีการตรวจพบ มีความเข้มข้นยังต่ำกว่ามาตรฐาน ที่ WHO กำหนด    แต่ควรเฝ้าติดตามตรวจสอบ  เพราะปริมาณสาร NOM ในน้ำตามธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  โดยปกติ NOM จะถูก กำจัดออกได้บ้างในระบบผลิตน้ำ แต่ถ้ามีสาร NOM ในน้ำดิบที่ใช้ทำน้ำปะปามีปริมาณสาร NOM สูงๆ อาจมีสารNOM     หลงเหลือในน้ำหลังผ่านระบบบำบัดจนถึงระบบการฆ่าเชื้อโรคปริมาณสาร DBP อาจสูงขึ้นได้    เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด DBP มากหรือน้อย นอกจากขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ NOM ในน้ำแล้ว   ยังขึ้นอยู่กับชนิดและความเข็มข้นของเคมีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อ  ความเป็นกรดด่าง และ อุณหภูมิ    หาข้อมูลรายละเอียดได้ในหนังสือ Disinfection by-Products in water treatment, Roger A. Miner 1996        ถ้าน้ำดิบของระบบผลิตน้ำ มีปริมาณสาร NOM สูงมากควรเติมถ่านกัมมันต์ชนิดผง (Powder of Activated Carbon PAC) ร่วมกับระบบตกตะกอน  แล้วกรองออกเพื่อลดปริมาณสาร NOM ก่อนเติมสารฆ่าเชื้อโรค   และควรหลีกเลี่ยงการเติมคลอรีนหรือสารฆ่าเชื้อโรคก่อนระบบตกตะกอนเพราะในน้ำดิบก่อนตกตะกอนจะมีปริมาณสาร NOM สูง แต่ถ้าจำเป็นต้องเติมควรเติมในปริมาณที่เหมาะสม และควรตรวจสอบว่ามีปริมาณสาร DBP เกิดขึ้นจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือควรควบคุมภาวะที่เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด DBP ในระดับต่ำ

สาร DBP เป็นสารอินทรีย์ที่เป็นอนุพันธ์ของการเกิดปฏิกิริยาระหว่างคลอรีน หรือสารฆ่าเชื้อโรคในน้ำกับ สาร NOM ที่มีธรรมชาติ เช่น กรดฮิวมิค    ถ้าจะขจัดสารเหล่านี้ออกจากน้ำอาจทำได้โดยการใช้สารที่สามารถดูดซับสารอินทรีย์ เช่น ถ่านกัมมันต์ ชนิดเม็ด หรือชนิดผง GAC/PAC ซึ่งจะสามารถขจัดสาร NOM และ DBP ได้ดี   ดังแสดงในตารางที่ 2

การผลิตน้ำประปาที่ดำเนินการโดยองค์กรของรัฐและเอกชนขนาดใหญ่ได้มีการติดตามควบปริมาณสาร NOM และสาร DBP ในระบบผลิตน้ำ และในเส้นท่อที่แจกจ่ายน้ำไปยังผู้ใช้น้ำให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย    แต่ผู้ผลิตน้ำรายย่อยหรือผู้ผลิตระบบประปาใช้เองควรจะต้องคำนึงถึง ชนิดของสารเคมี ปริมาณ และวิธีการเติมสารเหล่านี้เพื่อฆ่าเชื้อโรค  ที่ส่งผลก่อให้เกิดสาร DBP น้อยที่สุด และต้องควบคุมให้มีปริมาณต่ำกว่าที่ WHO กำหนด     สารพิษดังกล่าวปัจุบันมีปนเปื้อนในน้ำในปริมาณต่ำ แต่ก็ควรเฝ้าระวังเพราะปริมาณสาร NOM ในธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากการทำการเกษตรที่มีการใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงมากขึ้น  น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการปล่อยน้ำเสียที่มีสารอินทรีย์ ลงในแหล่งน้ำซึ่งเป็นน้ำดิบ      ในการผลิตน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุทำให้ปริมาณสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำสูงขึ้น เราทุกคนจึงควรช่วยกันรักษามิให้แหล่งน้ำที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่า มีมลพิษปนเปื้อนเพื่ออนาคตปี 2568 เราจะยังคงมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอสมดังเจตนารมณ์ในวิสัยทัศน์เรื่องน้ำของชาติที่ว่า  “ภายในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทย ต้องมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพโดยมีระบบการบริหารจัดการองค์กร กฎหมายในการใช้ทรัพยากรน้ำที่เป็นธรรมยั่งยืน โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิต และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ”

 

 แสวง  เกิดประทุม
นักวิชาการ อาวุโส
ฝ่ายวิศวกรรม  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย( วว)
e-mail: water108@hotmail.com, engineering@tistr.or.th

 

view