สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ไอสารพิษ ไอคลอรีน

ไอสารพิษ ไอคลอรีน

ที่มา :   หนังสือความรู้เกี่ยวกับสิ่งเป็นพิษ ตอนที่ 1, 2 กลุ่มพิษวิทยาและชีวเคมี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หน้า 7 - 10. พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2527, พิมพ์ครั้งที่    2 พ.ศ.2542

      การได้รับก๊าซพิษเข้าสู่ร่างกาย โดยการสูดดม   โดยการหายใจ หรือทางผิวหนัง อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและทำให้เสียชีวิตได้ ก๊าซชนิดนี้แบ่งได้เป็น    6 ประเภทคือ

      

1. ประเภทที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เช่น   ไฮโดรเจน ไนโตรเจน คาร์บอนโมนอกไซด์ และ ไฮโดรเจนไซยาไนด์       

2. ประเภทที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น   อีเธอร์ และ คลอโรฟอร์ม       

3. ประเภทที่ทำให้ระคายเคืองต่อปอด และทำให้ปอดบวมน้ำ   เช่น คลอรีน ไนโตรเจนไดออกไซด์ และ ฟอสจีน       

4. ประเภทที่ทำให้ระคายเคืองต่อระบบประสาทรับความรู้สึกเช่น   ก๊าซน้ำตา ได้แก่ คลอโรอะซีโตฟิโนน และ บรอมเบนซิลไซยาไนด์ ซึ่งทำให้น้ำตาไหล ไดฟีนิลคลอโรอาร์ซีน   และไดฟีนิลไซยาโนอาซีน ทำให้เกิดการจาม       

5. ประเภทที่สัมผัสผิวหนังทำให้เป็นตุ่มพอง   เช่น ก๊าซมัสตาด และก๊าซไนโตรเจนมัสตาด       

6. ประเภทที่ทำให้เกิดพิษอื่นๆ เช่น อาร์ซีน   ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก 

ก๊าซพิษที่สำคัญ      

 

1.ก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์    (Carbonmonoxide) เป็นก๊าซพิษที่ซึ่งถ้ามีในบรรยากาศร้อยละ 0.35 ทำให้ถึงตายได้   ตัวอย่าง กรณีผู้ขับรถรับจ้างนอนหลับในรถ โดยเปิดเครื่องปรับอากาศรถยนต์ไว้ ทำให้ถึงแก่ความตายโดยไม่รู้สึกตัว   สาเหตุมาจากก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์ที่เกิดขึ้นจากเครื่องยนต์

      แหล่งกำเนิด   ก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์ เกิดขึ่นในกรณีที่ มีออกซิเจนไม่เพียงพอในการเผาไหม้ของสสาร   ที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ อาจเกิดขึ้นในโรงงานต่างๆ ในท้องถนนขณะที่มีการจราจรติดขัด   สำหรับรถยนต์ ที่มีเครื่องยนต์ทำงานเผาไหม้ไม่ปกติ จะเกิดก๊าซบอนโมนอกไซด์ออกมาทางท่อไอเสีย   และอาจรั่วเข้าไปในตัวรถได้
      ความเป็นพิษ   เมื่อหายใจเอาก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์เข้าไปในปอด ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเม็ดเลือดแดง   ซึ่งทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน และถึงตายได้ จะสังเกตว่าผิวหนังของผู้ได้รับก๊าซพิษเป็นสีชมพู-แดงขึ้น
      การแก้ไขเบื้องต้น   นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีก๊าซนี้ ไปยังที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ให้ผู้ป่วยนอนราบศีรษะต่ำ   ให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ ถ้าหยุดหายใจต้องผายปอดทันที

      

2.ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์    (Hydrogen cyanide) หรือกรดไฮโดรไซยานิค (Hydrocyanic   acid) เป็นก๊าซพิษที่อันตรายร้ายแรง ไม่มีสี แต่มีกลิ่น
      แหล่งกำเนิดและความเป็นพิษ   มีอยู่ตามธรราชาติ ในผลและเมล็ดของพืชหลายชนิด เช่น ลูกท้อ (Peach) แอลมอนด์ (almond)    หัวมันสำปะหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสารที่สังเคราะห์ได้ ที่ใช้ในโรงงานทำสี   เหมืองทอง การชุบทอง และ การถ่ายภาพ ตลอดจนการใช้ในทางมิชอบ ในรูปสารประกอบเกลือไซยาไนด์    (Cyanide salt) ซึ่งละลายน้ำได้ดี
      สารประกอบไซยาไนด์    ทำปฏิกิริยากับกรดเกิดก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ เมื่อหายใจเข้าสู่ร่างกาย ทำให้หมดสติ   ชัก และตายได้รวดเร็วภายในเวลา 5 นาที ถ้าได้รับในปริมาณเล็กน้อย ทำให้มึนงง หายใจเร็ว   อาเจียน หน้าแดง ปวดศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว และหมดสติ
      การแก้ไขเบื้องต้น   นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีก๊าซนี้ แล้วให้ดมเอมิลไนเตรท์ (Amyl nitrite) ทุกๆ    5 นาที เมื่อความดันโลหิตต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท แล้วหยุดสูดดมทันที

      

3.ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์    (Hydrogen sulfide) หรือ"ก๊าซไข่เน่า"   เป็นก๊าซพิษชนิดหนึ่ง มีกลิ่นคล้ายไข่เน่า
      แหล่งกำเนิดและความเป็นพิษ   ก๊าซนี้เป็นผลพลอยได้ของกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น จากโรงงานฟอกหนัง   โรงงานผลิตกาว โรงงานผลิตน้ำตาล หรือเป็นก๊าซที่มีในน้ำเสีย น้ำเน่า และสิ่งโสโครก   อาการพิษเฉียบพลันของผู้ที่ได้รับก๊าซนี้คือ คลื่นไส้ หายใจขัดต่อเนื่องจากการขาดออกซิเจน   หมดสติ และอาจถึงตายได้ถ้ามีความเข้มข้นสูง
      การแก้ไขเบื้องต้น   นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีก๊าซนี้ ช่วยการหายใจ โดยให้ ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นร้อยละ    92.5, คาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 7.5 และให้ผู้ป่วยอบอุ่นเสมอ

      

4.ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์    (Carbondioxide) เป็นก๊าซตามธรรมชาติที่รู้จักกันดี เกิดจาการเผาไหม้ของสารประกอบที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ   ประโยชน์ใช้ทำน้ำแข็งแห้ง และใช้ในการสังเคราะห์แสงของพืช ก๊าซนี้ถ้ามีมากจนถึงร้อยละ    25-30 ทำให้หายใจช้าลง ความดันโลหิตต่ำ ไม่รู้สึกตัว สลบ และอาจถึงตายได้
      การแก้ไขเบื้องต้น    นำผู้ป่วยที่ออกจากบริเวณที่มีก๊าซพิษ และให้ออกซิเจนช่วยในการหายใจ

      

5.ก๊าซพิษที่ใช้ในสงคราม     ก๊าซพิษที่เคยนำมาใช้ในสงครามมีหลายชนิด   ตัวอย่างเช่น ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซึ่งมีอันตรายได้ดังกล่าวแล้วในข้อ 2 ส่วนใหญ่ใช้สารประกอบประเภทออกาโนฟอสเฟส    (Organophophates) โดยเรียกว่าก๊าซพิษต่อประสาท (nerve gases) ตัวอย่างเช่น o-isopropyl   methyl phosphorofluoridate (Sarin) และ o-1, 2, 2-trimethylpropyl methyl phosphorofluoridate   (Soman) เป็นต้น ก๊าซพิษดังกล่าวเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต มีผลกระทบต่อการทำงานของระบบประสาท   ทำให้เหงื่อออกมาก หลอดลมตีบตัน ชัก ในที่สุดเป็นอัมพาต ระบบหายใจล้มเหลว และตายได้ภายหลัง
      การแก้ไขเบื้องต้น   ล้างผิวหนังด้วยน้ำจำนวนมาก ให้ออกซิเจนช่วยหายใจ ให้ยาแก้พิษคือ อะโทรปีนซัลเฟต   ฉีดครั้งแรก 2-4 มิลลิกรัม เข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นโลหิต และฉีดอีก 2-4 มิลลิกรัม   ทุกๆ 30-60 นาที จนกว่าคนไข้มีอาการดีขึ้น ในรายที่ป่วยหนัก ให้ ทู-แพม (2-Pam)    ด้วย โดยฉีด 1 กรัมผสมน้ำเกลือ ให้ระยะเวลาเดินยาช้ามาก

      

6.ก๊าซแอมโมเนีย   เป็นก๊าซที่รู้จักกันดี ใช้ปริมาณเล็กน้อยสูดดมแก้อาการวิงเวียนเป็นลม
      แหล่งที่มาและความเป็นพิษ   ก๊าซแอมโมเนียเป็นผลพลอยได้ในกระบวนการอุตสาหกรรมจากโรงงานเผาถ่าน ฟอกหนัง และโรงงานน้ำตาล   เป็นต้น หรือมีในกองขยะ น้ำเน่า สมัยก่อนใช้ก๊าซแอมโมเนียทำให้เกิดความเย็นในการทำน้ำแข็ง   ถ้าได้รับแอมโมเนียปริมาณปานกลางทำให้จาม น้ำตาไไหล แสบคอ ไอมีเสมหะปนเลือ สำลัก   หายใจขัด ความดันโลหิตสูง เสียงแหบ ถ้าความเข้มข้นสูง หมดสติทันที และถึงตายได้   ไม่มียาแก้พิษเฉพาะ

      

7.ก๊าซคลอรีน   เป็นก๊าซชนิดแรกที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีกลิ่นฉุนมาก ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม   เช่น การฟอกสีวัตถุ และ ฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา เป็นต้น
      ความเป็นพิษ   มีฤทธิ์กัดและทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ
      การแก้พิษเบื้องต้น   ไม่มียาแก้พิษเฉพาะ ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีก๊าซพิษ ช่วยการหายใจ และทำให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ

      

8.ก๊าซน้ำตา   ก๊าซน้ำตาที่ใช้ในการปราบปราม คือ ก๊าซ.คลอโรอะซิโตฟีโนน เป็นพิษต่อเส้นประสาท   ตา ทำให้ปวดแสบ น้ำตาไหล ถ้าความเข้มข้นในบรรยากาศสูง ทำให้ปอดบวมน้ำ ถึงตายได้ 

      


ข้อมูลอันตรายจากการสูดดมแก๊สคลอรีน

    คลอรีน (Chlorine, Cl2) เป็นก๊าซอีกชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมและในบ้านเรือนด้วย อุบัติภัยจากก๊าซคลอรีนในประเทศไทยเราก็เคยเกิดมาแล้วบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงขอนำเสนอเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับก๊าซคลอรีน

คลอรีน ในภาวะปกติเป็นก๊าซที่กลิ่นฉุนและมีความจำเพาะ ซึ่งใครที่เคยได้กลิ่นแล้วจะสามารถจำกลิ่นของมันได้ดี ก๊าซคลอรีนเมื่อทำปฏิกริยากับน้ำจะให้กรดเกลือ (hydrochloric acid) และ กรดไฮโปคลอรัส (hypochlorous acid) ตามสมการ

Cl2 + H2O -----------> HCI + HOCI

กรดไฮโปคลอรัสจะแตกตัวต่อให้เป็นกรดเกลือและออกซิเจนอิสระ (oxygen free radical) ก๊าซคลอรีนจะมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนมากกว่ากรดเกลือ 10-30 เท่า ความรุนแรงของการกัดกร่อนขึ้นกับปริมาณของก๊าซ ระยะเวลาที่สัมผัส และ ปริมาณน้ำในอวัยวะที่สัมผัส

             ก๊าซคลอรีนมีฤทธิ์เป็นสาร oxidizing และฟอกสีได้ดี จึงมีการใช้ในอุตสาหกรรมผ้า กระดาษ หรือพลาสติก ขบวนการสังเคราะห์สารเคมีตัวอื่นเช่น carbon tetrachloride, trichloroethylene, trichloroethane, vinyl chlorides สารเคมีกำจัดแมลงและสารเคมีกำจัดวัชพืชบางชนิด

คลอรีนยังใช้เติมฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา สระว่ายน้ำ และบ่อบำบัดน้ำเสีย ในอดีตก๊าซคลอรีนเคยถูกใช้เป็นอาวุธเคมีชนิดก๊าซพิษในชื่อของ "Bertholite" ส่วนในบ้านเรือนอาจจะมีก๊าซคลอรีนเกิดขึ้นได้เมื่อท่อระบายน้ำตัน ทำให้มีการผสมกันระหว่างสารฟอกผ้าขาว หรือน้ำยาล้างห้องน้ำชนิดที่มี hypochlorite กับน้ำยาล้างห้องน้ำชนิดที่มีแอมโมเนีย ปฏิกริยาที่เกิดจะทำให้ได้กรดไฮโปคลอรัส

           เนื่องจากพิษจากคลอรีนเกิดจากการกัดกร่อนต่อเนื้อเยื่อ หรือเยื่อบุที่สัมผัสถูก อาการของผู้ป่วยจึงเป็นอาการที่เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนัง เยื่อบุตา จมูก และทางเดินหายใจ ผู้ป่วยที่สัมผัสกาซคลอรีนจะมีอาการแสบตา จมูก ปากและผิวหนัง มีน้ำมูก น้ำตาไหล ปวดเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อาการที่เกิดจากมีการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจได้แก่ ไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ในรายที่รุนแรงอาจทำให้เกิดหลอดลมและปอดอักเสบ จนกระทั่งเป็นภาวะน้ำท่วมปอด (pulmonary edema) ได้ อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีหลังจากได้สูดดม หรือสัมผัสกับคลอรีน

การดูแลรักษา

             อวัยวะที่ต้องให้ความสนใจคือ ระบบทางเดินหายใจ ตา และผิวหนัง เมื่อมีการรั่วของก๊าซคลอรีน ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่เกิดเหตุทันที โดยบริเวณที่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปควรเป็นบริเวณที่อยู่ห่าง และสูงกว่าตำแหน่งที่มีก๊าซรั่วออกมา เนื่องจากก๊าซคลอรีนหนักกว่าอากาศธรรมดา หลังจากนั้นควรประเมินภาวะการหายใจของผู้ป่วยให้ออกซิเจนกับผู้ป่วยทุกราย หากรายใดมีอาการของการหายใจล้มเหลวควรได้รับการใส่ท่อเพื่อช่วยหายใจต่อไป (endotracheal tube) ถ้าตรวจพบมีเสียงวี้ด (wheez) ในปอดซึ่งบ่งถึงภาวะหลอดลมส่วนล่างตีบ ควรพิจารณาให้ยาขยายหลอดลม มีการแนะนำให้ยาสเตียรอยด์ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการอักเสบของหลอดลมแต่ประสิทธิภาพของมันยังไม่แน่ชัด การให้ยาปฏิชีวนะแต่แรกอาจจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับผู้ป่วยที่มีภาวะของน้ำท่วมปอด หรือการหายใจล้มเหลว ควรจะได้รับการใส่ endotracheal tube ใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับ PEEP (Positive End Expiratory Pressure) แต่เนิ่นๆ

            สำหรับการดูแลรักษาที่ตาและผิวหนัง ควรได้รับการล้างด้วยน้ำปริมาณมากๆ เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 15 นาที จากนั้นควรได้รับการรักษาด้วยยาเฉพาะเหมือนกรณีของไฟไหม้ หรือการระคายเคืองจากสารเคมีอื่นๆ ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

Stair T. Chlorine. In: Haddad LM, Winchester JF (eds). Clinical Management of Poisoning and Drug Overdose. 2nd ed. Philadelphia: W.B. Saunders Company, 1990: 1233-4. POISINDEX: Computerized Clinical Information System. Chlorine. 1997, Vol. 91.


 

Tags : คลอรีน แก็ส น้ำตา ไข่เน่า ไฮโดรเจนซัลไฟด์ คาร์บอนมอนอกไซด์  แก็สพิษ

view